From Diminisher to Multiplier: แสงของผู้นำที่ทำให้ทั้งทีมเปล่งประกายในแบบของตัวเอง

Last updated: 27 Feb 2026  |  10 Views  | 

From Diminisher to Multiplier:  แสงของผู้นำที่ทำให้ทั้งทีมเปล่งประกายในแบบของตัวเอง




“เดี๋ยวฉันคิดให้” 

“เอาแบบนี้ก็ได้ จะได้เร็ว” 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง” 


ผู้นำหลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคข้างต้น หรือบางคนอาจจะเคยเป็นคนพูดประโยคเหล่านี้กับทีมเสียด้วยซ้ำ 


ฟังผิวเผินอาจดูเหมือนฟังดูเหมือนเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของคนในทีมด้วยหวังว่างานจะได้สำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวมันอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างไปถึงทีม 


สัญญาณ…..ที่ทำให้คนรอบตัว ค่อย ๆ ลดบทบาทหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงลดไอเดียความสร้างสรรค์ของตัวเองลงด้วย

นั่นทำให้ในฐานะผู้นำ….. คุณอาจกำลังเผลอทิ้งให้ใครในทีมหล่นหายไประหว่างทางโดยไม่รู้ตัว อาจไม่ใช่เพราะคนในทีมไม่อยากคิด ไม่อยากเสนอ แต่เป็นเพราะเขาเริ่มเชื่อว่า… ทำไปก็ไม่จำเป็น 


อยากลองชวนคิดว่าหากวันหนึ่ง… 

คุณลองหยุดพูดแทรกในที่ประชุม 

ลองหยุดเสนอไอเดีย 

ลองหยุดช่วยคิดเกินกว่าหน้าที่ 

คุณคิดว่า… คนในทีมจะกล้าคิดเองมากขึ้น หรือยังรอคำสั่งจากคุณเหมือนเดิมกันแน่?


คำถามนี้ไม่ใช่การวัดวินัยหรือทัศนคติ แต่คือคำถามที่ Liz Wiseman ผู้เขียนหนังสือ Multipliers: How the Best Leaders Make Everyone Smarter ใช้เขย่าวงการผู้นำทั่วโลกและทำให้หลายองค์กรเริ่มมองผู้นำในมุมใหม่ ที่ไม่ได้มองแค่ความเก่งของพวกเขาเท่านั้น แต่เริ่มมองไปที่ผลกระทบที่ผู้นำมีต่อคนในทีมและคนรอบตัวว่าผู้นำกำลัง “ช่วย” ทีม… หรือกำลัง “ลดพลัง” ของทีมโดยไม่รู้ตัวกันแน่


ลักษณะผู้นำ 2 แบบที่ผลลัพธ์ต่างกันสุดขั้ว ในโลกการทำงาน

เรามักเจอผู้นำอยู่สองขั้ว ได้แก่ Diminisher (ผู้นำที่เผลอลดพลังของทีม)  และ Multiplier (ผู้นำที่ดึงศักยภาพของทีม) 



Diminisher (ผู้นำที่เผลอลดพลังของทีม) 
ผู้นำที่อาจฉลาดมาก เก่งมาก ตั้งใจดีมาก แต่เผลอใช้ความเก่งนั้น “กดทับ” ศักยภาพของทีมโดยไม่รู้ตัว โดยอาจมาในรูปแบบของการตัดสินใจแทน คิดแทน แก้แทน จนคนรอบตัวเริ่มชินกับการไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเสนอ จนสมองของคนในทีมค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด คิดสร้างสรรค์ไม่ออก รอคำสั่งแทนการเสนอ รอคำตอบแทนการตั้งคำถาม


Multiplier (ผู้นำที่ดึงศักยภาพของทีม) 
ผู้นำที่อาจไม่ได้รู้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นและเป็นที่รักของคนในทีมคือการที่พวกเขารู้วิธีทำให้สมองของคนอื่นทำงานได้เต็มที่เต็มศักยภาพ และยืนอยู่ข้างทีมเพื่อให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ในแบบของตัวเอง และประเด็นสำคัญคือ… ผู้นำแบบ Multiplier  ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์พิเศษแต่มาจากพฤติกรรมที่เลือกทำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมทีม



 



5 พฤติกรรมของผู้นำแบบ Multiplier

ผู้นำที่ไม่ได้แค่บริหารคน แต่ “ปลุกสมอง” ของทีมให้เต็มศักยภาพ



  • Talent Magnet (ผู้นำที่ดึงดูดและปลุกศักยภาพของทีม)
    ผู้นำแบบ Multiplier มองคนไม่เหมือนใคร เขาไม่ได้มองแค่ว่าใครทำอะไรเก่ง หรือใครเคยทำผลงานอะไรมา แต่สนใจมากกว่านั้นว่า “คนคนนี้ยังไปได้ไกลแค่ไหน” ถ้าได้พื้นที่และโอกาสจริง ๆ แทนที่จะเลือกใช้แต่คนเก่งคนเดิม เขากลับเลือกดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของคนทั้งทีมขึ้นมา เมื่อคนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกใช้งาน แต่กำลังถูกพัฒนา ความมั่นใจก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และทีมก็เติบโตจากภายใน ไม่ใช่แค่ทำงานได้เร็วขึ้น แต่คิดเก่งขึ้นจริง


  • Liberator (ผู้นำที่ปลดล็อกความกล้าและความคิด)
    ไม่มีใครคิดอะไรดี ๆ ได้ ในที่ที่ต้องคอยระวังว่าจะพูดผิดไหม ดูโง่ไหม หรือโดนตำหนิหรือเปล่า ผู้นำแบบ Liberator เข้าใจเรื่องนี้ดี เขาจึงตั้งใจสร้างบรรยากาศที่คนกล้าพูด กล้าถาม และกล้าลอง แม้จะยังไม่มั่นใจ เมื่อไม่ต้องเอาพลังไปป้องกันตัว สมองก็มีพื้นที่เหลือพอสำหรับการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ และตรงนั้นเองที่งานดี ๆ เริ่มเกิดขึ้น


  • Challenger (ผู้นำที่ท้าทายด้วยคำถาม)
    Multiplier ไม่ใช่คนที่ต้องตอบทุกคำถาม แต่เขาเลือกใช้คำถามทรงพลัง (Powerful question) แทนการสั่ง ไม่ใช่คำถามที่กดดัน แต่เป็นคำถามที่ชวนให้ทีมคิดลึกขึ้น คิดไกลขึ้น และคิดในมุมของเจ้าของปัญหามากขึ้น เพราะการเติบโตของสมองไม่ได้เกิดจากการทำตาม แต่เกิดจากการได้คิดเอง ยิ่งทีมคิดเองมากเท่าไร ก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น


  • Debate Maker (ผู้นำที่เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงอย่างมีคุณภาพ)
    หลายคนกลัวการถกเถียง กลัวบรรยากาศตึง กลัวเสียอำนาจ แต่ Multiplier รู้ดีว่าไอเดียดี ๆ ไม่เคยเกิดจากเสียงเดียว Debate Maker จึงเปิดพื้นที่ให้ทีมแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง พูดกันบนเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ เป้าหมายไม่ใช่ใครชนะ แต่คือให้ไอเดียที่ดีที่สุดค่อย ๆ ชัดขึ้นจากหลายมุมมอง


  • Investor (ผู้นำที่ลงทุนด้วยความไว้วางใจ)
    ผู้นำแบบ Multiplier กล้าลงทุนด้วยสิ่งที่มีมูลค่าสูงที่สุด นั่นคือความไว้วางใจ เขาไม่ได้ควบคุมทุกการตัดสินใจ แต่ให้ทีมได้ตัดสินใจเอง ลงมือเอง และรับผิดชอบผลลัพธ์นั้นจริง ๆ ความไว้วางใจในลักษณะนี้ทำให้คนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทางความคิด รู้สึกเป็นเจ้าของงาน และไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาคุมทุกย่างก้าว


ผู้นำยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้ทุกคนในทีมหรือในองค์กรเปล่งประกายขึ้นพร้อมกันในแบบของตัวพวกเขาเอง เพราะองค์กรอาจไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่บ่อยครั้งกลับขาดพื้นที่ให้คนเก่งได้ใช้สมองอย่างเต็มที่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ฉันเก่งพอไหม” แต่คือ “เมื่อฉันอยู่ตรงนี้ ทีมกำลังกล้าคิดมากขึ้น หรือหม่นแสงลงเรื่อย ๆ” เพราะสุดท้าย ผู้นำที่เก่งจริง ไม่ใช่คนที่ SHINE ที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ทั้งทีม SHINE ไปด้วยกันค่ะ


Source: หนังสือ Multipliers: How the Best Leaders Make Everyone Smarter โดย Liz Wiseman

Powered by MakeWebEasy.com
This website uses cookies for best user experience, to find out more you can go to our Privacy Policy  and  Cookies Policy