From Diminisher to Multiplier: แสงของผู้นำที่ทำให้ทั้งทีมเปล่งประกายในแบบของตัวเอง

Last updated: 27 มี.ค. 2569  |  275 จำนวนผู้เข้าชม  | 

From Diminisher to Multiplier:  แสงของผู้นำที่ทำให้ทั้งทีมเปล่งประกายในแบบของตัวเอง




“เดี๋ยวฉันคิดให้” 

“เอาแบบนี้ก็ได้ จะได้เร็ว” 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง” 


ผู้นำหลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคข้างต้น หรือบางคนอาจจะเคยเป็นคนพูดประโยคเหล่านี้กับทีมเสียด้วยซ้ำ 


ฟังผิวเผินอาจดูเหมือนฟังดูเหมือนเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของคนในทีมด้วยหวังว่างานจะได้สำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวมันอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างไปถึงทีม 


สัญญาณ…..ที่ทำให้คนรอบตัว ค่อย ๆ ลดบทบาทหน้าที่ของตัวเอง 

รวมถึงลดไอเดียความสร้างสรรค์ของตัวเองลงด้วย

นั่นทำให้ในฐานะผู้นำ…..

คุณอาจกำลังเผลอทิ้งให้ใครในทีมหล่นหายไประหว่างทางโดยไม่รู้ตัว

อาจไม่ใช่เพราะคนในทีมไม่อยากคิด ไม่อยากเสนอ 

แต่เป็นเพราะเขาเริ่มเชื่อว่า… ทำไปก็ไม่จำเป็น 


อยากลองชวนคิดว่าหากวันหนึ่ง…

คุณลองหยุดพูดแทรกในที่ประชุม 

ลองหยุดเสนอไอเดีย 

ลองหยุดช่วยคิดเกินกว่าหน้าที่ 

คุณคิดว่า… คนในทีมจะกล้าคิดเองมากขึ้น หรือยังรอคำสั่งจากคุณเหมือนเดิมกันแน่?


คำถามนี้ไม่ใช่การวัดวินัยหรือทัศนคติ แต่คือคำถามที่ Liz Wiseman ผู้เขียนหนังสือ Multipliers: How the Best Leaders Make Everyone Smarter ใช้เขย่าวงการผู้นำทั่วโลกและทำให้หลายองค์กรเริ่มมองผู้นำในมุมใหม่ ที่ไม่ได้มองแค่ความเก่งของพวกเขาเท่านั้น แต่เริ่มมองไปที่ผลกระทบที่ผู้นำมีต่อคนในทีมและคนรอบตัวว่าผู้นำกำลัง “ช่วย” ทีม… หรือกำลัง “ลดพลัง” ของทีมโดยไม่รู้ตัวกันแน่


ลักษณะผู้นำ 2 แบบที่ผลลัพธ์ต่างกันสุดขั้ว ในโลกการทำงาน

เรามักเจอผู้นำอยู่สองขั้ว ได้แก่ Diminisher (ผู้นำที่เผลอลดพลังของทีม) และMultiplier (ผู้นำที่ดึงศักยภาพของทีม) 



Diminisher (ผู้นำที่เผลอลดพลังของทีม) 
ผู้นำที่อาจฉลาดมาก เก่งมาก ตั้งใจดีมาก แต่เผลอใช้ความเก่งนั้น “กดทับ” ศักยภาพของทีมโดยไม่รู้ตัว โดยอาจมาในรูปแบบของการตัดสินใจแทน คิดแทน แก้แทน จนคนรอบตัวเริ่มชินกับการไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเสนอ จนสมองของคนในทีมค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด คิดสร้างสรรค์ไม่ออก รอคำสั่งแทนการเสนอ รอคำตอบแทนการตั้งคำถาม

Multiplier (ผู้นำที่ดึงศักยภาพของทีม) 
ผู้นำที่อาจไม่ได้รู้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นและเป็นที่รักของคนในทีมคือการที่พวกเขารู้วิธีทำให้สมองของคนอื่นทำงานได้เต็มที่เต็มศักยภาพ และยืนอยู่ข้างทีมเพื่อให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่ในแบบของตัวเอง และประเด็นสำคัญคือ… ผู้นำแบบ Multiplier  ไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์พิเศษแต่มาจากพฤติกรรมที่เลือกทำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมทีม

 


5 พฤติกรรมของผู้นำแบบ Multiplier

ผู้นำที่ไม่ได้แค่บริหารคน แต่ “ปลุกสมอง” ของทีมให้เต็มศักยภาพ

  • Talent Magnet (ผู้นำที่ดึงดูดและปลุกศักยภาพของทีม)
    ผู้นำแบบ Multiplier มองคนไม่เหมือนใคร เขาไม่ได้มองแค่ว่าใครทำอะไรเก่ง หรือใครเคยทำผลงานอะไรมา แต่สนใจมากกว่านั้นว่า “คนคนนี้ยังไปได้ไกลแค่ไหน” ถ้าได้พื้นที่และโอกาสจริง ๆ แทนที่จะเลือกใช้แต่คนเก่งคนเดิม เขากลับเลือกดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของคนทั้งทีมขึ้นมา เมื่อคนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกใช้งาน แต่กำลังถูกพัฒนา ความมั่นใจก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และทีมก็เติบโตจากภายใน ไม่ใช่แค่ทำงานได้เร็วขึ้น แต่คิดเก่งขึ้นจริง

 

  • Liberator (ผู้นำที่ปลดล็อกความกล้าและความคิด)
    ไม่มีใครคิดอะไรดี ๆ ได้ ในที่ที่ต้องคอยระวังว่าจะพูดผิดไหม ดูโง่ไหม หรือโดนตำหนิหรือเปล่า ผู้นำแบบ Liberator เข้าใจเรื่องนี้ดี เขาจึงตั้งใจสร้างบรรยากาศที่คนกล้าพูด กล้าถาม และกล้าลอง แม้จะยังไม่มั่นใจ เมื่อไม่ต้องเอาพลังไปป้องกันตัว สมองก็มีพื้นที่เหลือพอสำหรับการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ และตรงนั้นเองที่งานดี ๆ เริ่มเกิดขึ้น

 

  • Challenger (ผู้นำที่ท้าทายด้วยคำถาม)
    Multiplier ไม่ใช่คนที่ต้องตอบทุกคำถาม แต่เขาเลือกใช้คำถามทรงพลัง (Powerful question) แทนการสั่ง ไม่ใช่คำถามที่กดดัน แต่เป็นคำถามที่ชวนให้ทีมคิดลึกขึ้น คิดไกลขึ้น และคิดในมุมของเจ้าของปัญหามากขึ้น เพราะการเติบโตของสมองไม่ได้เกิดจากการทำตาม แต่เกิดจากการได้คิดเอง ยิ่งทีมคิดเองมากเท่าไร ก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

 

  • Debate Maker (ผู้นำที่เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงอย่างมีคุณภาพ)
    หลายคนกลัวการถกเถียง กลัวบรรยากาศตึง กลัวเสียอำนาจ แต่ Multiplier รู้ดีว่าไอเดียดี ๆ ไม่เคยเกิดจากเสียงเดียว Debate Maker จึงเปิดพื้นที่ให้ทีมแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง พูดกันบนเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ เป้าหมายไม่ใช่ใครชนะ แต่คือให้ไอเดียที่ดีที่สุดค่อย ๆ ชัดขึ้นจากหลายมุมมอง

 

  • Investor (ผู้นำที่ลงทุนด้วยความไว้วางใจ)
    ผู้นำแบบ Multiplier กล้าลงทุนด้วยสิ่งที่มีมูลค่าสูงที่สุด นั่นคือความไว้วางใจ เขาไม่ได้ควบคุมทุกการตัดสินใจ แต่ให้ทีมได้ตัดสินใจเอง ลงมือเอง และรับผิดชอบผลลัพธ์นั้นจริง ๆ ความไว้วางใจในลักษณะนี้ทำให้คนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทางความคิด รู้สึกเป็นเจ้าของงาน และไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาคุมทุกย่างก้าว

 

ผู้นำยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่ทำให้ทุกคนในทีมหรือในองค์กรเปล่งประกายขึ้นพร้อมกันในแบบของตัวพวกเขาเอง เพราะองค์กรอาจไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่บ่อยครั้งกลับขาดพื้นที่ให้คนเก่งได้ใช้สมองอย่างเต็มที่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ฉันเก่งพอไหม” แต่คือ “เมื่อฉันอยู่ตรงนี้ ทีมกำลังกล้าคิดมากขึ้น หรือหม่นแสงลงเรื่อย ๆ” เพราะสุดท้าย ผู้นำที่เก่งจริง ไม่ใช่คนที่ SHINE ที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ทั้งทีม SHINE ไปด้วยกันค่ะ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้