Blog & Resourced

"เดี๋ยวฉันคิดให้ เอาแบบนี้ก็ได้ จะได้เร็ว ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง" ผู้นำหลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคข้างต้น หรือบางคนอาจจะเคยเป็นคนพูดประโยคเหล่านี้กับทีมเสียด้วยซ้ำ ฟังผิวเผินอาจดูเหมือนฟังดูเหมือนเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบของคนในทีมด้วยหวังว่างานจะได้สำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวมันอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างไปถึงทีม สัญญาณ..ที่ทำให้คนรอบตัว ค่อย ๆ ลดบทบาทหน้าที่ของตัวเอง 

ในวันที่ AI เริ่มเข้ามาอยู่ในงานประจำวันของเรามากขึ้น คำถามสำคัญขององค์กรไทยอาจไม่ใช่แค่ เรามี AI ใช้แล้วหรือยัง แต่ยังต้องถามไปต่อว่า เราเข้าใจมันดีพอจะพาองค์กรไปต่อหรือเปล่าทีมพลัสซีทีฟขอแชร์อีกหนึ่งโมเมนต์ดี ๆ ที่อาจารย์รัตตี้ Learning Director และ Certified Trainer ของพลัสซีทีฟ ได้รับเกียรติเป็นหนึ่งใน Panelist ในงานWorkday Customer Appreciation Executive Event ของ Workday แพลตฟอร์ม HR ระดับโลก โดยใน Session นี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกในประเด็นที่องค์กรไทยกำลังเผชิญ และทำให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ๆ ได้พูดคุยและรับฟังกันในประเด็นที่องค์กรกำลังให้ความสนใจอยู่ โดยเฉพาะเรื่องคนและเรื่อง AI ในประเด็นที่สำคัญในหลายแง่มุม ทีมพลัสซีทีฟจึงนำสรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา Plusitives ได้มีโอกาสเข้าร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของเวที PMAT 60th International HR Conference: HR Day 2025 งานประชุมด้านทรัพยากรบุคคลระดับประเทศ จัดโดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งเป็นพื้นที่รวมผู้นำองค์กร นัก HR และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของโลกการทำงานในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ในโอกาสนี้อาจารย์รัตตี้ รัตนันท์ เกลียวปฏินนท์ ในบทบาท CEO & Executive Coach แห่ง Plusitives Co., Ltd. และ Certified Neuroleadership & VIA Strengths-Based Workplace Consultant ได้รับเกียรติขึ้นเวทีเป็น Guest Speaker เพื่อถ่ายทอดแนวคิดในหัวข้อ Leading with the Brain Advantage Building Future-Ready Leaders for the New Economy ชวนให้ผู้ฟังหันกลับมามองสมองของผู้นำในฐานะแหล่งความได้เปรียบจากภายใน ท่ามกลางโลกที่เศรษฐกิจผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และปัจจัยภายนอกไม่มั่นคงเหมือนเดิมช่วงเดือนที่ผ่านมา

ฟีดแบคที่ทรงพลัง ไม่ได้เริ่มจากการพูด แต่เริ่มจาก การฟังเพราะเมื่อคนในทีมรู้ว่า เสียงของเขามีค่า ความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ และความไว้ใจ จะเกิดขึ้นเองเสมอ

มนุษย์จำเป็นต้องมีการตอบสนองความต้องการขั้นต่ำเพื่อที่จะอยู่รอด มีส่วนร่วมในชุมชน และบรรลุถึงความตระหนักรู้ในตนเองตามหลักการของ Maslow ปัจจุบันนักสังคมศาสตร์เชื่อว่าความปลอดภัยทางด้านจิตใจ (Psychological Safety) ก็เป็นอีกหนึ่งในความต้องการขั้นพื้นฐานเหล่านี้เช่นกัน เพราะความปลอดภัยทางด้านจิตใจจะส่งผลให้คนในทีมกล้าเสนอความคิด (Brainstorm) และแบ่งปันข้อมูล รวมถึงกล้าวิจารณ์บนพื้นฐานของการทำงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือได้อย่างอิสระโดยไม่กลัวผลกระทบหรือคำตำหนิที่จะตามมานั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

โลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงถึงกันมากกว่าที่เราเคยจินตนาการ อีกทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังช่วยให้คนในองค์กรสามารถทำงานเสมือนจริงในโลกที่ไร้พรมแดน ทุกคนตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กรจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงคุณค่าการความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจากการวิจัยพบว่า องค์กรหรือธุรกิจที่มีคนในองค์กรที่มีความหลากหลายจะประสบความสำเร็จ มีผลกำไร มีนวัตกรรม และมีความยืดหยุ่นที่มากกว่าอีกด้วย

การศึกษา VIA Character Strength ที่ผสมผสานศาสตร์เกี่ยวกับหลักการทำงานของสมอง (Brain Based Approach) กับจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) โดย Dr. Martin E.P. Seligman และ Dr. Christopher Peterson จะทำให้คุณสามารถคนพบจุดแข็งอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณเองและสามารถประยุกต์ใช้จุดแข็งเหล่านั้นในชีวิตประจำวันทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว และเริ่มใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวคุณเอง

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน ความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) เป็นกุญแจสำคัญในการเป็นผู้นำที่ยั่งยืนและบรรลุความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว ผู้นำที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Leader) จะมีความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีม และนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยการปรับตัวและการปลูกฝังกรอบความคิดการเติบโต (Growth Mindset) มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ สามารถจัดลำดับความสำคัญในการดูแลตนเองและทีม พร้อมรับคำติชม และรักษาทัศนคติเชิงบวก ดังนั้นผู้นำที่มีความยืดหยุ่นจึงสามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นของตนเองได้เมื่อเผชิญกับความยากลำบาก โดยไม่เพียงแต่ฟื้นตัวเร็วเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ความพ่ายแพ้หรือความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย

การสร้างนวัตกรรมและการปรับปรุงพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมต้องอาศัยความอยากรู้อยากเห็น ความกล้าเสี่ยง และความเต็มใจที่จะล้มเหลวเพื่อลองสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้นในฐานะผู้นำทางธุรกิจที่ต้องการส่งเสริมนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในองค์กร เราควรให้ความสำคัญกับการปลูกฝัง "กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)" ให้เกิดขึ้นในทีมและองค์กร เพราะกรอบความคิดแบบเติบโตนำไปสู่สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้น และเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมกระบวนการทำงานที่ดีกว่ากรอบความคิดแบบตายตัว (Fixed Mindset) กล้าเผชิญกับความท้าทาย มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมองเห็นประโยชน์ระยะยาวของการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อความสำเร็จขององค์กรและการขับเคลื่อนนวัตกรรม

สมองเป็นอวัยวะมหัศจรรย์และทรงพลังที่สุดในร่างกายของเรา เพราะมันสามารถควบคุมทั้งการกระทำ ความคิด และความรู้สึกของเราได้ทั้งหมด และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการทำงานทุกคน อวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดก็คือสมองของเรานี่เองค่ะ ในตอนนี้องค์กรทั่วโลกจึงต่างตระหนักถึงแนวทางการพัฒนาคนในองค์กรในแบบที่ "เป็นมิตรกับสมอง" ซึ่งมักเรียกว่า "Neuroleadership" หรือ Brain Friendly Leadership อันเป็นความก้าวหน้าของการศึกษาสาขาวิชาประสาทวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถช่วยเชื่อมโยงระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และแนวทางในการเป็นผู้นําที่มีประสิทธิภาพ ที่จะทำให้เราสามารถทำเข้าใจความเชื่อมโยงเกี่ยวกับการทำงานของสมองตามธรรมชาติกับการทำงานในองค์กรในเชิงลึกเพื่อดึงศักยภาพของผู้นำ และคนในทีม เพื่อสร้างTeamwork ดึงจุดแข็งและปิด Gap ลดจุดอ่อน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และส่งเสริมภาวะผู้นำให้ขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายได้อย่างตรงจุดในระยะเวลาอันสั้นนั่นเอง

ในการบริหารจัดการหรือแก้ไขปัญหาในโลกยุคปัจจุบันจะไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราดำเนินการด้วยการมองมุมมองเพียงด้านเดียว เพราะการบรรจบกันของวิกฤตการณ์หลายด้าน (polycrisis) ที่หมายถึงวิกฤตการณ์หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม อัตราเงินเฟ้อสูง โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การลาออกครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมและอื่นๆ อีกมากมายที่ครั้งหนึ่งดูเหมือนจะเกิดได้ยากแต่ในตอนนี้กลับเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่ากังวล ดังนั้นสิ่งที่ CEO และผู้นำทางธุรกิจควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ ในทันทีก็คือการทำความเข้าใจและการเตรียมตัวรับมือหากต้องเผชิญหน้าวิกฤตซ้อนวิกฤติหรือ Polycrisis

ในยุคที่โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ จะทำอย่างไรให้องค์กรของเรามีบรรยากาศในการทำงานที่ดีที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บุคลากรของเรากล้าคิด กล้าแสดงออก และยังช่วยทำให้แต่ละคนมีความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้นในทีมได้ คำตอบคือการสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน (Psychological Safety) อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดการทำงานเป็นทีมที่ดีขึ้น มีความเข้าใจกันและกันมากขึ้น เพราะไม่ว่าบุคลากรในองค์กรจะมีความสามารถมากแค่ไหน แต่หากพวกเขามีการทำงานร่วมกันเป็นทีมที่ขาดความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงานแล้ว พวกเขาก็จะเกิดความไม่เชื่อใจกัน กลัวความผิดพลาด หรืออาจส่งผลจนลบกลายเป็นทีมที่ไร้ประสิทธิภาพ (dysfunctional team) ได้เลยทีเดียว

ความหลากหลายและการไม่แบ่งแยก (Diversity and inclusion) ได้เปลี่ยนจากอุดมคติที่ควรมีมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความสำเร็จและนวัตกรรมขององค์กรที่ต้องมี เพราะผู้นำในโลกปัจจุบันไม่เพียงแต่ได้รับมอบหมายให้รับมือกับความท้าทายแต่ยังต้องเปิดรับมุมมองที่หลากหลายและใช้ประโยชน์จากมุมมองเหล่านั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และความยืดหยุ่นอีกด้วย (Resilience) ดังนั้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต่าง ๆ จึงควรตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายและการไม่แบ่งแยกมากขึ้นกว่าที่เคย รวมถึงปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม (Inclusive Leadership) ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้นำที่ให้คุณค่ากับความหลากหลายแล้ว ยังต้องพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกว่ามีคุณค่า ได้รับความเคารพ และมีอำนาจอีกด้วย

เมื่อ Growth Mindset คือ กรอบความคิดที่สำคัญอันเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะช่วยดึงศักยภาพของพนักงานออกมา จนสามารถพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ และ Growth Mindset ยังเป็นกรอบความคิดที่ช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ (Innovation) เพื่อให้คนในทีมมีความพร้อมในการเข้าสู่ยุค Digital Transformation

ในโลกของธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง ภาวะผู้นําแบบอุดมสติ (Mindful Leadership) จึงไม่ได้เป็นเพียงลักษณะที่พึงปรารถนาแต่ถือเป็นทักษะที่มีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่ง การเป็นผู้นำแบบ Mindful Leadership มีประโยชน์มากมายที่สามารถนําไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมในการทํางานที่ดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจที่ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าส่วนบุคคลและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้นําเอง แต่ยังส่งผลดีต่อวัฒนธรรมการทำงานและความสําเร็จขององค์กรอีกด้วย

เมื่อ Growth Mindset คือ สิ่งที่องค์กรชั้นนำต่างมองหาในตัวพนักงาน แล้วเราต้องทำอย่างไรถึงจะมีSoft Skills แบบนี้ได้ Plusitives ได้รวบรวมคำตอบและเคล็ดลับการฝึกมาให้แล้วในบทความนี้ ไปติดตามกันเลย

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่ากรอบความคิดและทัศนคตินั้นแตกต่างกันอย่างไร เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบพร้อมแถมเทคนิคการ ปรับ Mindset ในการทำงานที่มีประสิทธิภาพแบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้

การสร้างความไว้วางใจ (Trust) กับคนในทีม คือจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ และนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในที่สุด แต่จะต้องเริ่มต้นอย่างไร มีวิธีอะไรบ้างนั้น บทความนี้มีคำตอบ

เพราะอะไรการสื่อสารภายในองค์กรจึงมีความสำคัญและส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร จริงหรือไม่ที่องค์กรชั้นนำมีทีมงานที่ดีก็เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแบบนี้ บทความนี้มีคำตอบ

มาทำความเข้าใจกันว่า Psychological Safety นั้นคืออะไร ทำไม Google และ Netflix ถึงนำมาใช้ในการทำงาน แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะสร้างความปลอดภัยทางจิตใจได้ บทความนี้มีคำตอบ

ภาวะผู้นำ เป็นทักษะสำคัญที่หัวหน้าทีมควรมีเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เพื่อโน้มน้าวและชักจูงให้คนในทีมให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่เกิดขึ้นไปได้ แต่จะต้องเริ่มต้นอย่างไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ

การสร้างความไว้วางใจ (Trust) กับคนในทีม คือจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ และนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จในที่สุด แต่จะต้องเริ่มต้นอย่างไร มีวิธีอะไรบ้างนั้น บทความนี้มีคำตอบ

เมื่อ Psychological Safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจ คือ สิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ แต่จะต้องเริ่มต้นอย่างไร Plusitives ได้รวบรวมเทคนิคดีๆ มาให้ในบทความนี้แล้ว ห้ามพลาด!

การให้ feedback อย่างสร้างสรรค์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างผู้นำเชิงบวก (Positive Leadership) รวมถึงการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Productivity) และรวมถึงการจัดการเรื่องผลงาน หรือ Performance Management ของทีมงานอีกด้วย การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นทักษะที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องมี

การที่เราได้หัวเราะออกมาดังๆ นอกจากมันจะช่วยเราในเรื่องการผ่อนคลายความเครียด (Stress Management) เพื่อลดอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานแล้ว การหัวเราะเพื่อสร้างอารมณ์และพลังงานที่ดียังเป็นเกราะป้องกันตัวเราจากอาการ Burn Out ถือเป็นวิตามินที่มาช่วยเสริม และสร้างแรงกระตุ้น (Motivation) ให้กับตัวเองและกับทีมงาน ช่วยให้เรามีความสามารถในการฟื้นตัวหรือ Resilience ได้ดีขึ้นแถมยังเป็นเทคนิคที่ช่วยสร้างพลังเชิงบวก (Positive Energy) และเป็นมิตรกับสมองอีกด้วย (Brain Friendly)

ในการทำงานเราอาจจะเจอกับปัญหาที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ได้ ดังนั้นการดูแลใจตัวเองด้วยการฝึกทักษะ Reselience จึงเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงนำเทคนิคที่ช่วยฝึกทักษะดังกล่าวมาฝากกัน

ความปลอดภัยทางด้านจิตใจของทีมงาน หรือ Psychological Safety เป็นเรื่องที่ผู้นำทุกคนต้องคำนึงถึง เพื่อให้ตนเองสามารถสร้างทีมงานที่มีความเข็งแกร่ง (High Performing Team) สร้างความร่วมมือ (Collaboration) ความสามัคคี (Unity) และทำให้คนในทีมแต่ละคนกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ฝึกคิดนอกกรอบ (Creativity) และได้ใช้ศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่

Emotional Intelligence จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นอย่างมาก และยังส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ ในด้านการปรับตัว หรือAdaptability ด้วย แต่จะช่วยพัฒนาทักษะนี้ได้อย่างไรนั้น คำตอบอยู่ในบทความนี้แล้ว

ปัจจุบัน Leadership Style นั้นมีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ Positive Leader หรือ ผู้นำเชิงบวก ซึ่งจะมีลักษณะแบบใดบ้าง แตกต่างจากรูปแบบอื่นอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้