Last updated: 28 พ.ค. 2569 | 42 จำนวนผู้เข้าชม |
คุณเคยสังเกตไหมว่าความรู้สึกของคนเราสามารถส่งต่อกันได้เหมือนกับการล้มของ "โดมิโน่"? แค่โดมิโน่ตัวแรกเอนตัวทิ้งน้ำหนักลงมา ตัวอื่นๆ ในแถวก็พร้อมจะล้มตามกันไปเป็นทอดๆ โดยที่เราอาจไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันเลยสักคำ ในที่ทำงานก็เหมือนเช่นกัน อารมณ์ความรู้สึกไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่มันสามารถ "ส่งต่อกันได้" และแพร่กระจายได้เร็วกว่าที่เราคิด
วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความรู้สึกที่ "ติดกันได้"
เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยเซลล์สมองชนิดพิเศษที่เรียกว่า "Mirror Neurons" หรือ "เซลล์กระจกเงา" ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบในช่วงยุค 1990s
ความเจ๋งของเซลล์สมองตัวนี้คือ มันไม่ได้ทำงานแค่ตอนที่เราลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเองเท่านั้น แต่มันยังทำงานตอนที่เรา "แค่เห็น" คนอื่นทำหรือรู้สึกแบบเดียวกันด้วย พูดง่ายๆ คือสมองของเราจะคอย "สะท้อน" หรือเลียนแบบพฤติกรรมและอารมณ์ของคนรอบข้างโดยอัตโนมัติ คล้ายกับคำที่ว่า “Monkey see, monkey do” (ลิงเห็น ลิงก็ทำตาม) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ:
● เวลาเด็กเผลอเลียนแบบคำสบถในสถานการณ์ที่คล้ายกับที่ผู้ใหญ่เคยทำ
● เวลาที่เราไปนั่งฟังเพื่อนพรีเซนต์งานได้อย่างยอดเยี่ยม สมองของเราจะทำงานเพื่อจดจำและเลียนแบบเทคนิคเหล่านั้นมาใช้บ้าง
● แม้แต่ในอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูงๆ อย่างศัลยแพทย์ฝึกหัด เพียงแค่ยืนดูอาจารย์หมอทำการผ่าตัด เซลล์กระจกเงาก็จะช่วยให้พวกเขาได้ "ซ้อมผ่าตัดในหัว" เหมือนกับได้ลงมือทำเองจริงๆ ซึ่งช่วยให้เรียนรู้ได้ไวขึ้น
กลไกธรรมชาตินี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) และการทำงานเป็นทีม

บทบาทของผู้นำ: เมื่อทิศทางของโดมิโน่ถูกกำหนดโดย Mirror Neurons
หากเปรียบทีมงานทั้งหมดเป็นการเรียงตัวกันของโดมิโน่ ผู้นำก็เปรียบเสมือน "โดมิโน่ตัวแรกสุด" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางและพลังงานของคนทั้งแถว การขยับตัวหรือการแสดงออกเพียงเล็กน้อยของคุณ ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงโดมิโน่ตัวสุดท้ายเสมอ และนี่คือจุดที่เราจะมาเจาะลึกกันว่า เมื่อความลับของสมองอย่าง Mirror Neurons เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารคน การกระทำของหัวหน้าจะสร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนผลลัพธ์ของทั้งทีมได้อย่างไรบ้าง... เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองนึกภาพสถานการณ์ในห้องประชุม 2 แบบกัน
● แบบที่ 1: ส่งต่อความตึงเครียด หัวหน้าเดินหน้าตึงเข้ามา แล้วบอกว่า “อันนี้ผิดอีกแล้วนะ ทำไมยังพลาดเรื่องเดิม” แม้จะไม่ได้ตะคอก แต่ลูกน้องก็รับรู้ได้ถึงความหงุดหงิด ตอนนี้แหละที่เซลล์กระจกเงาของทีมเริ่มจับสัญญาณจากการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูด (Non-Verbal Communication) ทั้งสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง แล้วดึงเอาความเครียดนั้นมาทันที ผลที่ตามมาคือทุกคนจะเริ่มเกร็ง โฟกัสแค่ว่า “ทำยังไงไม่ให้โดนด่า” และไม่มีใครกล้าเสนอไอเดียอะไรใหม่ๆ เลย
● แบบที่ 2: ส่งต่อความใจเย็น หัวหน้าคนเดิมและปัญหาเดิม แต่เปลี่ยนวิธีพูดให้จังหวะช้าลง นิ่งขึ้น ไม่กดดัน แล้วบอกว่า “ตรงนี้มีพลาดนิดนึง เดี๋ยวเรามาช่วยกันดูว่าเกิดจากอะไร แล้วแก้ยังไงไม่ให้เกิดซ้ำ” คราวนี้เซลล์กระจกเงาของลูกน้องจะสะท้อนเอา "ความนิ่ง" ของหัวหน้ากลับมา ซึ่งช่วยลดความเครียดในห้องประชุมได้ดีมาก บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นความร่วมมือ (Collaboration) ลูกน้องจะกล้าอธิบายปัญหาและช่วยกันเสนอวิธีแก้ใหม่ๆ มากขึ้น
เห็นไหมว่าคำพูดแทบจะเหมือนกันเลย แต่สิ่งที่ต่างคือ “สภาวะอารมณ์ของผู้นำ” เพราะสมองของเราคอยตีความภาษากายและเลียนแบบอารมณ์ของคนตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา
เทคนิคสำหรับผู้นำ: เปลี่ยนอารมณ์ให้เป็นพลังของทีม
จากกลไกของ Mirror Neurons ที่ทำให้เราลอกเลียนแบบความรู้สึกกันได้แบบอัตโนมัติ ข่าวดีก็คือผู้นำสามารถนำธรรมชาติของสมองส่วนนี้มาใช้เป็นพลังขับเคลื่อนเชิงบวกในที่ทำงานได้ เพราะในฐานะหัวหน้า คุณไม่ได้มีหน้าที่แค่กำหนดทิศทางของงานเท่านั้น แต่คุณยังเป็นคนกำหนด "พลังงานของทีม" ไปพร้อมกันด้วย บางครั้งการเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างโทนเสียง วิธีการเริ่มประโยค หรือแค่การรักษาความนิ่งในสถานการณ์วิกฤต ก็สามารถส่งต่อพลังงานและเปลี่ยนผลลัพธ์ของคนทั้งทีมได้แล้ว
ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงบทบาทการเป็น "โดมิโน่ตัวแรก" ไม่ได้ เราลองมาดูเทคนิคที่จะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากสภาวะอารมณ์ของตัวเอง เพื่อสร้างพลังและแรงจูงใจให้กับทีมกันดีกว่า...
1. เช็คอารมณ์ตัวเองก่อนเสมอ: สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อทีมมากที่สุดคืออวัจนภาษา ก่อนคุยกับทีมหรือเข้าประชุม ลองเช็คและปรับโทนเสียงหรือวิธีเริ่มประโยคให้ดี เพราะลูกน้องกำลังรอเลียนแบบสภาวะอารมณ์ของคุณอยู่
2. ใช้ความนิ่งสยบวิกฤต: เวลาเกิดปัญหาหนักๆ หากผู้นำสามารถคุมสติและรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ เซลล์กระจกเงาของลูกน้องก็จะซึมซับเอาความสงบนั้นมาใช้ตาม ซึ่งเป็นวิธีช่วยจัดการความเครียด (Stress Management) ให้กับคนทั้งทีมได้ดีเยี่ยม
3. ส่งต่อความกระตือรือร้นแบบไฟลามทุ่ง: พลังบวกก็แพร่เชื้อได้! ถ้าหัวหน้าแสดงความมุ่งมั่นและมีพลังงานล้นเหลือในการทำงาน ทีมก็จะรับเอาแรงจูงใจ (Motivation) นี้ไป ทำให้เกิดความรู้สึกอยากสำเร็จและช่วยยกระดับผลงานของทุกคนให้สูงขึ้นตามไปด้วย

อารมณ์ในที่ทำงานมีผลกับความสำเร็จของงานจริงๆ ในฐานะผู้นำ... คุณคือโดมิโน่ตัวแรก คำถามคือ วันนี้คุณอยากเอนตัวล้มเพื่อส่งต่อความตึงเครียด หรือส่งต่อความสำเร็จให้กับทีมของคุณดีคะ?