The Hero Trap เก่งกระจุก แต่พังกระจาย! ความเสี่ยงของการมี "ฮีโร่" แบกทีมคนเดียว

Last updated: 30 มิ.ย. 2569  |  20 จำนวนผู้เข้าชม  | 

The Hero Trap เก่งกระจุก แต่พังกระจาย! ความเสี่ยงของการมี "ฮีโร่" แบกทีมคนเดียว

ในสภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบัน เคยสังเกตไหมว่า ในหลายทีมมักจะมีคนเก่งระดับเทพอยู่คนหนึ่งที่คอยรับจบทุกอย่าง ไม่ว่าจะงานเด่น งานด่วน หรืองานยากสุดขั้ว ก็มักจะวิ่งไปหาคนคนนี้เสมอ เรามักเรียกคนกลุ่มนี้ด้วยความคุ้นเคยว่า "ฮีโร่"  หรือ "เดอะแบก" ของทีม 

ในระยะสั้น การมีบุคคลเหล่านี้อาจทำให้ผลงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ  เพราะงานเดินฉลุยและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ แต่ในระยะยาว มันเปรียบเสมือน “ระเบิดเวลาลูกใหญ่” ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้

หากภาระงาน น้ำหนักความรับผิดชอบ และการตัดสินใจทั้งหมดไปกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว โครงสร้างการทำงานนี้อาจทนรับความกดดันได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีความกดดันหรือปริมาณงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ระบบที่ขาดความสมดุลก็พร้อมจะรวนไปหมด ลองคิดดูว่า วันไหนที่เดอะแบกยังอยู่ งานก็อาจจะรอด แต่ถ้าวันไหนเขาเกิดลางาน เจ็บป่วย ลาพักร้อน หรือเกิดแจ็กพอต "ลาออก" ขึ้นมา โปรเจกต์และทีมงานที่เหลือย่อมขาดเสาหลัก ไปต่อไม่ถูก และอาจถึงขั้นพังครืนหรือหยุดชะงักลงในทันที

ผลกระทบทางจิตวิทยาสองเด้ง: เมื่อฮีโร่หมดไฟ และทีมงานหมดใจ

ปัญหา "เก่งกระจุก แต่พังกระจาย" ไม่ได้ส่งผลเสียแค่เรื่องงาน การปล่อยให้บุคคลเดียวแบกรับภาระงานทั้งหมด ไม่ได้สะท้อนถึงปัญหาด้านการบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาเชิงลบต่อบุคลากรถึงสองกลุ่มหลัก ได้แก่

         1. ภาวะหมดไฟ (Burnout) ของพนักงานที่เป็นเสาหลัก: การทำงานหนักเกินขีดจำกัดเป็นเวลานาน จะนำไปสู่ความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ (Exhaustion) เกิดความรู้สึกเหินห่างและมองโลกในแง่ลบ (Cynicism) ตลอดจนสูญเสียความรู้สึกถึงคุณค่าและประสิทธิภาพในตนเอง (Ineffectiveness) ดร. มาร์ติน เซลิกแมน (Martin Seligman) ผู้บุกเบิกด้านจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) ได้อธิบายถึงสภาวะการมองโลกในแง่ร้าย (Pessimism) ว่าประกอบด้วยแนวคิด "3Ps" คือ การมองว่าปัญหาเป็นสิ่งถาวร (Permanent) กระทบกับทุกมิติของชีวิต (Pervasive) และเป็นความผิดของตนเอง (Personal) จนอาจนำไปสู่ความเฉื่อยชา (Passive) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพังทลายทางจิตใจได้

        2. สภาวะยอมจำนน (Learned Helplessness) ของสมาชิกในทีม: ในขณะที่ "ฮีโร่" กำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟ สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานสำคัญ จะเกิดการปรับตัวในทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "สภาวะยอมจำนน" หรือหมดไฟจากการเรียนรู้ พวกเขาจะเริ่มคุ้นชินกับการพึ่งพาผู้อื่น ปิดสวิตช์ความพยายาม และเกิดความเชื่อว่าตนเองไร้ความสามารถหรือไม่มีคุณค่าต่อองค์กร




ทางออกของผู้นำ: ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ และเปลี่ยนเดอะแบกให้เป็น "พี่เลี้ยง"

ผู้นำที่เข้าใจปัญหาจะไม่ปล่อยให้ทีมพังเพราะระบบฮีโร่เดี่ยว  แต่จะต้องทำหน้าที่กระจายน้ำหนักของความรับผิดชอบ และสร้างทีมที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Team) เพื่อแก้ปัญหานี้ แนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) ซึ่งพัฒนาโดย Kenneth Blanchard และ Paul Hersey

หัวใจสำคัญของทฤษฎีนี้คือ ผู้นำต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารให้สอดคล้องกับ "ระดับความสามารถ" (Competence) และ "ความมุ่งมั่น" (Commitment) ของพนักงานแต่ละคนในแต่ละสถานการณ์ โดยแบ่งรูปแบบการนำออกเป็น 4 สไตล์หลัก ได้แก่
 
  • การสั่งการ (Directing): เหมาะสำหรับพนักงานที่ยังขาดประสบการณ์แต่มีความกระตือรือร้น (Enthusiastic Beginner) ผู้นำต้องเป็นผู้ตัดสินใจ ให้เป้าหมายที่ชัดเจน และมีแผนปฏิบัติงานแบบเป็นลำดับขั้นตอน (High Directive, Low Support)
  • การสอนงาน (Coaching): เมื่อพนักงานเริ่มมีทักษะบ้าง ผู้นำควรเปิดโอกาสให้ร่วมหารือ แต่ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยต้องให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดและเสริมสร้างกำลังใจไปพร้อมกัน (High Directive, High Support)
  • การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring): สำหรับพนักงานที่เริ่มมีความสามารถและประสบการณ์ ผู้นำควรลดการสั่งการลง และเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้รับฟัง ช่วยเหลือในการแก้ปัญหา และปล่อยให้พนักงานเป็นผู้ตัดสินใจเอง (Low Directive, High Support) กระบวนการ Mentoring นี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยดึงศักยภาพของผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้รับไม้ต่อ (Successor) ในอนาคต
  • การมอบหมายงาน (Delegating): เมื่อพนักงานมีความเชี่ยวชาญและไว้วางใจได้ ผู้นำควรมอบหมายงานและให้อำนาจการตัดสินใจอย่างเต็มที่ โดยถอยออกมาดูภาพรวมและให้พวกเขามีอิสระในการทำงาน (Low Directive, Low Support)

เทคนิคเริ่มต้นง่ายๆ เพื่อบาลานซ์ทีมตั้งแต่วันนี้

เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง ผู้นำสามารถนำกลยุทธ์เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติมได้:

        1. กำหนดขอบเขตและจัดลำดับความสำคัญ (Set Boundaries): ป้องกันการเกิดภาวะหมดไฟของพนักงานที่เก่งกาจ ด้วยการช่วยพวกเขากำหนดขอบเขตการทำงาน จัดลำดับความสำคัญ และปฏิเสธหรือกระจายงาน (Delegate) ที่ไม่จำเป็นให้ผู้อื่น
        2. กระจายโอกาสในการแสดงศักยภาพ (Look for Opportunities to Shine): ผู้นำต้องมองหาโอกาสให้สมาชิกทีมทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ได้มีพื้นที่ในการสร้างผลงานและได้รับการยอมรับ การให้คุณค่ากับความพยายามเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยเยียวยาความรู้สึกไร้ค่าและสร้างแรงจูงใจให้คนในทีมลุกขึ้นมามีส่วนร่วม

บทสรุปของการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเองหรือปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งแบกรับชะตากรรมของทีม แต่คือศิลปะในการสร้างสมดุล ค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของสมาชิกแต่ละคน และประสานรวมกันให้เกิดเป็นโครงสร้างทีมที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น พร้อมที่จะเผชิญกับทุกความท้าทายในโลกแห่งการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

Source:
https://www.psychiatry.org/news-room/apa-blogs/preventing-burnout-protecting-your-well-being
https://iseoblue.com/post/situational-leadership/
https://psychologyforgrowth.com/2022/08/14/5695/

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้