Last updated: 2 ก.พ. 2569 | 35 จำนวนผู้เข้าชม |
ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา Plusitives ได้มีโอกาสเข้าร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของเวที PMAT 60th International HR Conference: HR Day 2025 งานประชุมด้านทรัพยากรบุคคลระดับประเทศซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งเป็นพื้นที่รวมผู้นำองค์กร HR และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของโลกการทำงานในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ในโอกาสนี้อาจารย์รัตตี้ รัตนันท์ เกลียวปฏินนท์ในบทบาท CEO & Executive Coach แห่ง Plusitives Co., Ltd. และ Certified Neuroleadership & VIA Strengths-Based Workplace Consultant ได้รับเกียรติขึ้นเวทีเป็น Guest Speaker เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและมุมมองในหัวข้อ Leading with the Brain Advantage Building Future-Ready Leaders for the New Economy ที่จะชวนให้ผู้ฟังหันกลับมามองสมองของผู้นำในฐานะแหล่งความได้เปรียบจากภายใน ท่ามกลางโลกที่เศรษฐกิจผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และปัจจัยภายนอกไม่มั่นคงเหมือนเดิม
เมื่อ “สมองของผู้นำ” กลายเป็นอาวุธลับในเศรษฐกิจยุคใหม่

เศรษฐกิจไทยปี 2025 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.8–2% และมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีถัดไป ดังนั้นทีมผู้บริหารจึงไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยภายนอกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรัฐ กระแสเศรษฐกิจโลก หรือเทคโนโลยีลูกใหม่ “ตัวช่วยจากภายนอก” ที่เคยคาดหวังได้ กำลังกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ความได้เปรียบจากภายนอก ไม่ใช่เส้นทางหลักของการเติบโตอีกต่อไป คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ องค์กรจะสร้างความได้เปรียบจากที่ไหน? คำตอบไม่ได้อยู่ในตลาด ไม่ได้อยู่ในเทคโนโลยี แต่อยู่ “ภายในตัวเรา” ในจิตใจและสมองของผู้นำทุกคน
ในโลกที่ AI ทำงานซ้ำ ๆ ได้เร็วและแม่นยำกว่ามนุษย์ แต่ไม่สามารถทดแทน “ความเป็นมนุษย์” ได้ ผู้ชนะของเศรษฐกิจในยุคใหม่จึงไม่ใช่คนที่มีข้อมูลมากที่สุดแต่คือคนที่เข้าใจและใช้สมองของตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ
และนี่แหละคือจุดเริ่มของการเป็นผู้นำแบบ Brain Advantage หรือการนำที่เข้าใจธรรมชาติของสมอง แล้วค่อยออกแบบงาน การสื่อสาร และการดูแลคนให้สมองทำงานได้ดีที่สุดค่ะ
จากโลกที่ผันผวน สู่สมองที่ไม่ชอบความไม่แน่นอน
สภาพแวดล้อมในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวนและคาดเดาไม่ได้ เราไม่อาจมองเห็นอนาคตได้ชัดเจน รายได้จะมั่นคงหรือไม่? บทบาทของเรายังสำคัญกับองค์กรอยู่หรือเปล่า? และนี่คือสิ่งที่ สมองมนุษย์ไม่ชอบอย่างยิ่ง เพราะสมองถูกออกแบบมาให้ “ชอบความคาดเดาได้” เมื่อเรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เราจะรู้สึกปลอดภัย แต่เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น สมองจะตีความทันทีว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ร่างกายจึงตอบสนองในรูปแบบต่าง ๆ
ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินหรือติดป้ายใครว่าเป็นคนที่ “ไม่กระตือรือร้น” หรือ "เฉื่อยชา" เราควรยอมรับความจริงง่าย ๆ อย่างหนึ่งก่อนว่าสมองมนุษย์ไม่เคยถูกออกแบบมาให้สบายใจกับความไม่แน่นอน
นี่คือรากฐานของแนวคิด Leading with the Brain Advantage เพราะเมื่อผู้นำเข้าใจว่าสมองทำงานอย่างไร ผู้นำจะสามารถออกแบบความคิด วิธีทำงาน การสื่อสาร และสภาพแวดล้อมของทีมให้สอดคล้องกับชีววิทยาของสมองมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ฝืนธรรมชาติของสมองและความแตกต่างหลากหลายของคน
The Brain: The Most Under-Optimized Hardware in the Organization
บริษัทเทคโนโลยียอมลงทุนมหาศาลเพื่ออัปเกรดฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ใหญ่ขึ้น ชิปเร็วขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์ทรงพลังขึ้นแต่สำหรับผู้นำฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นเลย แต่มันคือ สมองของมนุษย์ นั่นเอง
ลองหยุดคิดสักครู่.... ถ้าองค์กรยอมลงทุนหลายล้านเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี ทำไมเราถึงลงทุนกับ “สมองของผู้นำ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ การสร้างความหมาย และทิศทางอนาคตขององค์กรน้อยเหลือเกิน?
Internal Advantage ไม่ใช่แค่ความรู้หรือทักษะธุรกิจ แต่มันคือความเข้าใจว่าสมองทำงานอย่างไร? สมองตอบสนองต่อความไม่แน่นอนแบบไหน? และเราจะออกแบบงาน การประชุม และสภาพแวดล้อมให้สมองทำงานได้ดีที่สุดได้อย่างไร? ผู้นำที่เข้าใจสิ่งนี้ต่างหากที่กำลังปลดล็อกพลังของ “ฮาร์ดแวร์ภายใน” อย่างแท้จริง

จากการบริหารเวลา สู่การบริหารพลังงานสมอง
คำถามสำคัญของผู้นำยุคใหม่ไม่ใช่ “ฉันบริหารเวลาได้ดีแค่ไหน” แต่คือ “พลังสมองของฉันถูกใช้ไปกับอะไร?”
เมื่อพลังงานสมองหมดไปกับ การตอบแชทไม่รู้จบ ประชุมย่อยที่ไม่จำเป็น หรืองานด่วนแต่ไม่สำคัญ ศักยภาพในการคิดเชิงกลยุทธ์ มองอนาคต หรือแก้ปัญหาซับซ้อนก็เกิดขึ้นได้น้อยลง ดังนั้น Leading with the Brain Advantage คือการรักษา “ประสิทธิภาพสูงสุดของสมอง” ให้ทั้งกับตัวเองและทีม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างช่วงเวลาที่ไม่ถูกรบกวน เลือกคุยกันต่อหน้าแทนอีเมลยาวซับซ้อน ออกแบบจังหวะการทำงานที่มีทั้งโฟกัสลึก และการพักอย่างตั้งใจ เป้าหมายไม่ใช่การลดงาน แต่คือการให้สมองได้ทำ “งานที่มีความหมายจริง ๆ”

Connection: ความเชื่อมโยงคือเชื้อเพลิงของสมอง
องค์กรพูดถึงการทำงานร่วมกันอยู่เสมอ แต่ Collaboration ไม่สามารถสั่งได้
จากลมปาก แต่มันเกิดจาก “ความเชื่อมโยงของมนุษย์” และเมื่อเรารู้สึกเชื่อมโยง สมองจะหลั่ง ออกซิโทซิน สารแห่งความไว้วางใจ ความอบอุ่น และความร่วมมือ
ออกซิโทซินไม่ต้องการสิ่งยิ่งใหญ่เลยค่ะ แค่เพียงรอยยิ้ม การสบตา การฟังโดยไม่ขัด การยอมรับมุมมองที่แตกต่าง สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้เองที่จะส่งสัญญาณ “ความปลอดภัย” ให้สมอง ดังนั้นการสื่อสารที่เป็นมิตรกับสมองจึงไม่ใช่แค่การเลือกคำ แต่คือความเข้าใจว่า “หากต้องการเข้าถึงความคิดของใคร เราต้องเข้าถึงหัวใจก่อน”
Creativity: ความคิดสร้างสรรค์เกิดตอนที่เรา…ไม่พยายามคิด
ทำไมตอนที่หลายคนอยากจะมีความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งนึกเท่าไหร่ หลายคนกลับยิ่งนิ่ง ยิ่งคิดไม่ออก?
ประสาทวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าความคิดสร้างสรรค์มักเกิดเมื่อสมองเข้าสู่ Default Mode Network เช่น ขณะเดินเล่น นั่งรถมองวิว นั่งเงียบ ๆ ริมทะเล ปล่อยใจล่องลอยโดยไม่กดดัน ดังนั้นผู้นำที่ต้องการนวัตกรรมมากขึ้นจึงต้อง เปิดรับความหลากหลายของมุมมอง สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเสนอไอเดียโดยไม่ตัดสินเร็ว มองความล้มเหลวอย่างชาญฉลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะนวัตกรรมไม่ใช่ผลงานของอัจฉริยะคนเดียว แต่คือผลลัพธ์ของสมองหลาย ๆ คนที่ร่วมคิด ทดลอง และเติบโตไปด้วยกัน

Resilience เริ่มจากการถามว่า “ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง”
ทุกครั้งที่มีความเปลี่ยนแปลง สมองส่วนอารมณ์จะวิ่งออกมาก่อนเหตุผลเสมอ
กลัว กังวล ไม่มั่นใจ ทั้งหมดเป็นเรื่องธรรมชาติ ผู้นำที่เราต้องการในยุคนี้ไม่ใช่คนที่สั่งว่า “ต้องปรับให้ได้” แต่คือคนที่เริ่มด้วยคำถามง่าย ๆ อย่าง “ช่วงนี้รู้สึกยังไงบ้าง”
คำถามเล็ก ๆ แบบนี้มีพลังมากค่ะ มันทำให้สมองหยุดต่อต้าน และเปิดพื้นที่ให้เหตุผลได้ทำงาน Resilience จึงไม่ได้แค่ล้มแล้วลุก แต่เป็นการลุกขึ้นมาด้วยความเข้าใจตัวเองมากกว่าเดิม
ผู้นำยุคใหม่ต้องอัปเกรดทั้ง Hardware และ Software
สมองคือฮาร์ดแวร์ แต่คุณค่า ความหมาย และความดีงามคือซอฟต์แวร์ของเรา
ไม่ว่าฮาร์ดแวร์จะดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ ถ้าไม่มีซอฟต์แวร์ที่ซื่อสัตย์กับคุณค่าของตัวเอง ผู้นำก็เหมือนกันค่ะ ความเก่งจะงดงามที่สุดเมื่อมันอยู่บนฐานของความเป็นมนุษย์
และนี่คือการนำแบบ Brain Advantage หรือการนำที่เร็วขึ้นอย่างมีทิศทาง เก่งขึ้นอย่างมีคุณค่า และประสบสำเร็จได้อย่างภาคภูมิใจโดยไม่ทิ้งหัวใจตัวเองและหัวใจของคนรอบตัว
ถ้ามีอะไรที่มนุษย์ยังชนะ AI อยู่แน่นอนว่ามันคือ “ความสามารถในการสร้างความหมายให้โลกใบนี้” นั่นเองค่ะ