Last updated: 27 ส.ค. 2569 | 67 จำนวนผู้เข้าชม |
ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่พัดพาด้วยกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงและมรสุมความไม่แน่นอน สมการสู่ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ "ระบบภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยา" ของคนทำงาน ในบรรดาคุณลักษณะที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุด สองคำสำคัญอย่าง "ความยืดหยุ่นฟื้นตัว" (Resilience) และ "ความทรหด" (Grit) กลายเป็นสูตรเคมีหลักที่ผู้นำคาดหวังให้ทีมงานมี ในทางวิทยาศาสตร์เชิงจิตวิทยา ทั้งคู่เปรียบเสมือนสองขั้วขนานที่มีโครงสร้างและกลไกการทำงานที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง การทำความเข้าใจมิติอันลึกซึ้งของสองพลังนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ทฤษฎี แต่คือการค้นพบ "สมการความสำเร็จที่ยั่งยืน" ที่จะช่วยให้ผู้นำขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าได้อย่างทรงพลัง โดยไม่สูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าไปกับภาวะหมดไฟ
ถอดรหัสวิทยาศาสตร์เชิงจิตวิทยา: ยืดหยุ่น หรือ ทรหด?
Resilience คือ ความสามารถในการปรับตัวเชิงบวก การรับมือ และการฟื้นตัวกลับคืนมาจากสภาวะตึงเครียด อุปสรรค หรือความเปลี่ยนแปลง โดยมี 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาวะสมดุล (Bouncing back) คือการนำร่างกายและจิตใจกลับคืนสู่สภาวะที่ผ่อนคลายและสมดุลหลังเผชิญปัจจัยกดดัน และการเรียนรู้เพื่อเติบโตไปข้างหน้า (Bouncing forward) คือการนำประสบการณ์ความล้มเหลวมาถอดบทเรียนเพื่อเสริมทักษะในการรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น. Resilience จึงเน้นที่ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และไม่มีรูปแบบที่ตายตัว
ลองจินตนาการถึงนักการตลาดที่นำเสนอแผนงานสำคัญต่อคณะกรรมการบริหารแล้วได้รับผลวิจารณ์เชิงลบกลับมาอย่างหนักหน่วง ในมุมของ Resilience พนักงานคนนี้อาจรู้สึกผิดหวังและตึงเครียดในช่วงแรก แต่เขาจะสามารถจัดระเบียบอารมณ์และประคองสติให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุลได้อย่างรวดเร็วจากนั้นเขาจะนำข้อผิดพลาดนั้นมาไตร่ตรอง ปรับเปลี่ยนทัศนคติ หาหนทางแก้ไข และกลับเข้ามานำเสนอแผนงานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อีกครั้งอย่างแข็งแกร่งและรอบคอบยิ่งขึ้น
Grit คือ ความพากเพียรพยายามและความหลงใหลอย่างลึกซึ้งในการมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว จุดเด่นของ Grit จะตรงกันข้ามกับ Resilience ตรงที่มันเน้นที่ "ความคงเส้นคงวา" (Constancy) คนที่มี Grit สูงจะสามารถรักษาระดับความมุ่งมั่นและลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาแรมปี แม้ว่าผลลัพธ์จะเชื่องช้า เจอกับความล้มเหลว หรือความน่าตื่นเต้นในคราวแรกจะจางหายไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม
เช่น เหตุการณ์ของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมอบหมายโครงการยักษ์ใหญ่ที่ต้องใช้เวลากว่า 6 เดือนในการปล่อยบริการใหม่ออกสู่ตลาด ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน ทีมต้องพบกับการเลื่อนกำหนดการครั้งแล้วครั้งเล่า ปัญหาเชิงระบบที่แก้ไม่ตก และการทดสอบระบบที่ล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน ในมุมของ Grit ทีมงานนี้จะยังคงรักษาความพากเพียร ลงมือปรับแก้โค้ดอย่างเป็นระบบ ทำงานหนักสม่ำเสมอทุกวัน และไม่ล้มเลิกเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกจนกระทั่งวันปล่อยบริการสำเร็จ
ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแบบผู้นำยุคใหม่ต้องมีทั้ง Grit และ Resilience
ในการบริหารองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำยุคใหม่จะตระหนักว่าเราไม่สามารถเลือกพัฒนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ แต่ต้องใช้ศักยภาพของทั้งสองคุณลักษณะร่วมกันอย่างสมดุล เพราะ
"Grit คือ แรงขับเคลื่อน (Drive) ส่วน Resilience คือ แรงสปริงตัวกลับ (Bounce-back)"
หากเปรียบทีมงานเป็น ยานพาหนะ ที่ต้องเดินทางไกลข้ามทวีป Grit คือ เครื่องยนต์อันทรงพลัง ที่ทำหน้าที่ส่งแรงขับเคลื่อนให้รถสามารถวิ่งมุ่งตรงไปข้างหน้าสู่เป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้โดยไม่ลดละความพยายาม ส่วน Resilience คือ ระบบกันสะเทือนหรือโช้กอัป (Suspension) ที่ช่วยรองรับอุณหภูมิ แรงสั่นสะเทือน และซับแรงกระแทกจากถนนขรุขระ ช่วยให้ตัวรถไม่แหลกสลายหรือพลิกคว่ำไปก่อนจะถึงเส้นชัย
หากผู้นำมุ่งเน้นแต่การพัฒนา "เครื่องยนต์" (Grit) โดยไม่สนใจบำรุงรักษา "ระบบกันสะเทือน" (Resilience) สุดท้ายรถคันนั้นย่อมพังทลายลงกลางทางจากการสะสมแรงกระแทกที่มากเกินไป 
4 เทคนิคสำหรับผู้นำในการสร้างความสมดุลในองค์กร
1. ถักทอสายสัมพันธ์เชิงสังคมและพื้นที่ปลอดภัย (Social Connection & Psychological Safety)
สร้างบรรยากาศทำงานที่พนักงานกล้าสื่อสารอุปสรรคและขอความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกเริ่มโดยปราศจากการตัดสินเชิงลบ การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและการสอดแทรกอารมณ์ขันจะทำหน้าที่เป็น "กาวทางสังคม" ที่ช่วยบรรเทาความเครียดสะสม และป้องกันภาวะหมดไฟก่อนที่พนักงานจะรับไม่ไหว
2. ปรับบทสนทนา 1:1 มุ่งเน้นสิ่งที่ควบคุมได้ (Coaching, 1:1s, & Control)
เปลี่ยนผ่านจากการคุยงานเชิงตัวชี้วัด (KPIs) เพียงอย่างเดียว ไปเป็นการสำรวจแรงจูงใจภายในและเป้าหมายส่วนบุคคล เมื่อทีมเผชิญปัญหา ผู้นำควรใช้ทักษะการโค้ชชิ่งเพื่อกระตุ้นกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และช่วยพนักงานจัดระเบียบความคิดเพื่อเพ่งความสนใจไปที่ปัจจัยที่สามารถควบคุมหรือจัดการแก้ไขได้จริง
3. ชื่นชมกระบวนการและความเพียรพยายามเชิงพฤติกรรม (Praising Effort and Growth)
เนื่องจากการสร้างความยืดหยุ่นและความทรหดต้องการแรงผลักดันเชิงบวก ผู้นำจึงควรแสดงความชื่นชมในความพยายาม ความพากเพียร ความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อแก้ปัญหา และการถอดบทเรียนจากความผิดพลาด ทัศนคติเช่นนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงให้ทีมเชื่อมั่นว่าขีดความสามารถของพวกเขาสามารถพัฒนาขึ้นได้จากการฝึกฝนอย่างมีเป้าหมาย
4. เติมพลังงานเข้าสู่ "ธนาคารความยืดหยุ่น" อย่างเป็นรูปธรรม (Refilling the Resilience Bank)
เนื่องจากความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวทางอารมณ์ไม่ใช่ทรัพยากรที่ไม่มีวันหมด ผู้นำต้องส่งเสริมระบบการหยุดพักฟื้นตัว (Recovery) อย่างเป็นรูปธรรม กำหนดขอบเขตเวลาทำงานที่ชัดเจน (Work-life boundaries) สนับสนุนให้มีการพักผ่อนเพื่อชาร์จพลังงานสมองและจิตใจ เพราะทีมงานไม่สามารถวิ่งต่อเนื่องระยะยาวได้หากระดับพลังงานแห้งเหือด
ความยืดหยุ่นและการยืนหยัดเรียนรู้ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในยามที่เกิดวิกฤตเท่านั้น ในมิติของการนำทัพองค์กรยุคใหม่ สิ่งเหล่านี้คือสปีชีส์ของความแข็งแกร่งในชีวิตประจำวันที่ช่วยขับเคลื่อนความงอกงาม ทักษะการเผชิญอุปสรรค และการรักษาสุขภาพจิตที่ดีของคนทำงานไปพร้อมกัน ผู้นำที่สามารถผสมผสาน "แรงขับเคลื่อนอันสม่ำเสมอ" (Grit) เข้ากับ "ความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อรับแรงกระแทก" (Resilience) จะเปิดโอกาสให้พนักงานของตนทำงานด้วยศักยภาพสูงสุด พร้อมเติบโตและปรับทิศทางเพื่อก้าวผ่านทุกมรสุมความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง
Source
https://www.ajrms.com/articles/Understanding%20the%20Distinctions%20of%20Positive%20Constructs%20Resilience%20%20Grit%20and%20Hardiness
https://laughology.co.uk/developing-resilience-and-grit-in-the-workplace/
https://maxlein.com/blog/2025/6/9/on-mindset-and-the-difference-between-resilience-and-grit
https://www.flowprofiler.com/what-is-the-difference-between-resilience-and-grit/
https://blog.neurozone.com/understanding-the-differences-resilience-hardiness-and-grit